การผันน้ำเข้าในเขื่อนภูมิพลได้มีการศึกษา วิจัย สำรวจมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการสร้างเขื่อนภูมิพลนั้น มีเป้าหมายเพื่อนำน้ำมาใช้ในพื้นที่ภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำต่างๆ แต่หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ทำให้น้ำในเขื่อนภูมิพลไม่เคยเต็ม ทั้งที่ตัวเขื่อนสามารถเก็บกักน้ำได้มากถึง 13,000 ล้าน ลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำเพียงไม่เกิน 70% เกิดพื้นที่ว่างในเขื่อนจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้มีการจัดทำแผนและโครงการศึกษาทบทวนการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล โดยมีการคัดเลือกแนวส่งน้ำที่เหมาะสมสูงสุด
"เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การในอ่างประมาณ 9,000 กว่าล้าน ลบ.ม. แต่ส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำไม่เต็มความจุ เนื่องจากปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยปีละ 5,000 กว่าล้าน ลบ.ม. ทำให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำว่างจำนวนมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการคัดเลือกแนวส่งน้ำเพื่อศึกษาความเหมาะสม ซึ่งได้มีการศึกษาแนวส่งน้ำที่มีศักยภาพ 22 แนว แต่คัดเลือกแนวส่งน้ำ 18 แนว ใน 3 กลุ่มลุ่มน้ำ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำยวม ลุ่มน้ำเงา, กลุ่มลุ่มน้ำเมยและสาขา และกลุ่มลุ่มน้ำปาย มาใช้เพื่อการเกษตร บริโภค การประมง การท่องเที่ยว การรักษาระดับน้ำ และเพิ่มปริมาณการจัดการระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงทางน้ำให้เกิดขึ้น" นายสุรชาติ กล่าว

เบื้องต้นได้มีการคัดเลือกมา 9 แนว แต่แนวส่งน้ำที่เหมาะสมสูงสุด ได้แก่ แนวส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำยวมตอนล่าง-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ที่จะผันน้ำมาจากแม่น้ำยวม ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย มีปริมาณน้ำผันเฉลี่ยปีละ 1,795 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำยวม ความจุอ่างเก็บน้ำ 68.74 ล้าน ลบ.ม. กั้นแม่น้ำยวมที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่สถานีสูบน้ำสบเงาเข้าสู่อุโมงค์ส่งน้ำขนาด 8.3 ม. ในอัตราการผันน้ำ 152.8 ลบ.ม.ต่อวินาที ยาวรวม 61.79 กม. มาลงฝั่งทางออกอุโมงค์ที่ห้วยแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะไหลลงเขื่อนภูมิพลบริเวณทะเลสาบดอยเต่า จ.เชียงใหม่ มีราคาค่าก่อสร้างโครงการ 71,000 ล้านบาท และค่าไฟฟ้าสูบน้ำเฉลี่ยปีละ 2,642.18 ล้านบาท มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเกษตรในฤดูแล้งเฉลี่ยปีละ 1.28 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพื่อการประปาเฉลี่ย 626 ล้าน ลบ.ม. และได้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย คิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการเฉลี่ยปีละ 10,070.31 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 12.44% และมีต้นทุนน้ำ 4.68 บาทต่อ ลบ.ม. จะมีการผันน้ำในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ มิถุนายน - มกราคม จะมีการวิเคราะห์ปริมาณน้ำผันใช้ปริมาณน้ำท่ารายวัน ช่วงผันน้ำ ปริมาณน้ำเพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศวิทยาด้านท้ายน้ำต้องไม่น้อยกว่าปริมาณปริมาณน้ำท่ารายวันต่ำสุดที่เกิดขึ้นเท่ากับ 5.88 ลบ.ม.ต่อวินาที และปริมาณน้ำที่มากเกิน อัตราผันน้ำสูงสุดระบายลงท้ายน้ำผ่านอาคารระบายท้ายน้ำและอาคารระบายน้ำล้น ช่วงระหว่าง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม ในฤดูแล้วมีการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเท่ากับปริมาณน้ำตามสภาพธรรมชาติในแม่น้ำยวม เป็นต้น
"ตอนนี้ได้มีการศึกษาผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมและสังคมเสร็จหมดแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการชี้แจงต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพราะการดำเนินการโครงการ จะทำให้สามารถเก็บน้ำในเขื่อนภูมิพลได้มาก และมีประโยชน์มากมาย ทั้งพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 1.61 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพื่อการอุโภคบริโภค 300 ล้าน ลบ.ม./ปี และได้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย คิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการเฉลี่ยปีละ 13,262 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 11.19 % และมีต้นทุนน้ำ 5.53 บาท/ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มในปี 2566 ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็จะทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำแก่คนกรุงเทพฯ และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้" นายสุรชาติ กล่าว

"น้ำ" - Google News
September 14, 2020 at 08:08AM
https://ift.tt/2ZAfekX
กรมชลฯ ศึกษาแนวส่งน้ำ "เขื่อนภูมิพล" แก้ขาดแคลนให้คนกรุง-ลุ่มเจ้าพระยา - ไทยรัฐ
"น้ำ" - Google News
https://ift.tt/3dwhiPy
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
https://ift.tt/2Agp5ml
Bagikan Berita Ini
0 Response to "กรมชลฯ ศึกษาแนวส่งน้ำ "เขื่อนภูมิพล" แก้ขาดแคลนให้คนกรุง-ลุ่มเจ้าพระยา - ไทยรัฐ"
Post a Comment